เรื่องที่ 12 ว่าว’ สีสันแห่งคิมหันตฤดู

แม้แสงแดดร้อนระอุสักปานใด แต่สีสันของว่าวไทยยังคงเป็นสิ่งที่คู่ควรกับคนไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา “ว่าว” เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์ทำขึ้นมา เป็นการละเล่นที่สร้างความเพลิดเพลินมาเป็นเวลานับพันปีแล้ว แต่ก็ไม่ทราบกำเนิดที่แน่ชัดว่าว่าวเกิดขึ้นที่ชาติใดก่อนเป็นครั้งแรก เพราะว่าวเป็นการละเล่นที่สามารถเล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เล่นกันเกือบทุกชาติทุกภาษา แต่ชาติที่นิยมเล่นว่าวกันมากเห็นจะเป็นชนชาติในทวีปเอเชียของเรานี้เอง
เหตุผลหนึ่งคือลักษณะอากาศเอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการเล่นว่าว โดยเฉพาะระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (ลมตะเภา) พัดมาจากอ่าวไทยทำให้เราได้เห็นสีสันของว่าวล้อลมเกลื่อนท้องฟ้า ณ เวลานี้
สมัยรัตนโกสินทร์ การเล่นว่าวยังเป็นที่นิยมกันอยู่มาก โดยในสมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ.2394-2111) พระองค์ ทรงมีพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนเล่นว่าวได้ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งแต่เดิมนั้นผู้ที่เล่นว่าวใกล้พระบรมมหาราชวังมีโทษถึงการตัดมือ เนื่องจากอาจลอยไปทำลายยอดและเครื่องประดับของตัวปราสาทได้ ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2449 ได้มีการจัดการแข่งขัน ว่าวจุฬา-ปักเป้า ชิงถ้วยทองคำพระราชทาน ที่พระราชวังดุสิต การแข่งขันนี้มีเป็นประจำทุกปี จนสิ้นรัชสมัยของพระองค์ ต่อมาใน ช่วงปีสุดท้ายในรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453-2468) พระองค์ได้ทรง ฟื้นฟูกีฬาว่าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ว่าวไทย อมตะกว่า 700 ปี
สมัยรัตนโกสินทร์ การเล่นว่าวยังเป็นที่นิยมกันอยู่มาก โดยในสมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ.2394-2111) พระองค์ ทรงมีพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนเล่นว่าวได้ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งแต่เดิมนั้นผู้ที่เล่นว่าวใกล้พระบรมมหาราชวังมีโทษถึงการตัดมือ เนื่องจากอาจลอยไปทำลายยอดและเครื่องประดับของตัวปราสาทได้ ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2449 ได้มีการจัดการแข่งขัน ว่าวจุฬา-ปักเป้า ชิงถ้วยทองคำพระราชทาน ที่พระราชวังดุสิต การแข่งขันนี้มีเป็นประจำทุกปี จนสิ้นรัชสมัยของพระองค์ ต่อมาใน ช่วงปีสุดท้ายในรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453-2468) พระองค์ได้ทรง ฟื้นฟูกีฬาว่าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากนั้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้จัดการแข่งขันกีฬาว่าว ระหว่างจุฬา-ปักเป้าประจำปีขึ้นมาอีก แต่ก็มีอันต้องว่างเว้นไปอีก เนื่องจากว่า รัฐบาลไม่ส่งเสริม และว่าวเป็นสิ่งที่สร้างปัญหากับระบบการจ่ายไฟฟ้า เพราะมีว่าวไปติดสายไฟ และเคยมีคนถูกไฟดูดตายก็มีมาก จึงทำให้การเล่นว่าวเสื่อมความนิยมลงไป และคนมีที่มีภูมิปัญญาด้านนี้เริ่มร่อยหรอลง เด็กรุ่นใหม่ที่เล่นและทำว่าวเองเริ่มที่จะไม่มีให้พบเห็น
สำหรับประเทศไทยต้องเรียกว่าว่าวเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยและรู้จักกันมาแต่โบราณ โดยจะมีการประดิษฐ์เพื่อส่งว่าวรูปแบบต่างๆ ขึ้นไปอวดโฉมประชันความงาม และยังมีการแข่งขันโฉบเฉี่ยว ปาดกันด้วยสายป่านที่เตรียมกันมาอย่างดี ประกอบกับฝีมือในการสาวและผ่อนสายป่านเพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่งบนท้องฟ้าอีกด้วย จึงถือว่าว่าวไทยเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรมและการกีฬาได้อย่างกลมกลืนโดยซึ่งไม่มีที่ใดในโลกสามารถทำได้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น