เรื่องที่ 10 ว่าวไทย การละเล่นพื้นบ้านเพื่อความบันเทิงในฤดูร้อน
เมื่อฤดูร้อนมาเยือน กิจกรรมหรือการละเล่นเพื่อความบันเทิงอย่างหนึ่งของเด็กและผู้ใหญ่ ที่ได้รับความนิยมกันมากในทุกภาคของประเทศไทยเสมอมา ก็คือ "การเล่นว่าว” หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ ๑๓ กล่าวถึงการเล่นว่าวไว้ว่า "ปรากฏหลักฐานการเล่นว่าวว่ามีมาแต่กรุงสุโขทัย เป็นว่าวที่ส่งเสียงดังเวลาลอยอยู่ในอากาศ เรียกว่า "ว่าวหง่าว” ในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ปรากฏตามหลักฐานของชาวต่างประเทศว่า "ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามปรากฏในท้องฟ้าทุกคืนตลอดเวลาระยะ ๒ เดือน…” และยังกล่าวว่า "ว่าวเป็นกีฬาที่เล่นกันอยู่ทั่วไปในหมู่ชาวสยาม” และในสมัยพระเพทราชา เคยใช้ว่าวในการสงครามโดยผูกหม้อดินบรรจุดินดำเข้ากับสายป่านว่าวจุฬาข้ามกำแพงเมือง แล้วจุดชนวนให้ระเบิดไหม้เมืองนครราชสีมาได้สำเร็จ” จากหลักฐานข้างต้นแสดงให้เห็นว่าชาวไทยรู้จักการเล่นว่าวมาไม่ต่ำกว่า ๗๐๐ ปีแล้ว
"ว่าว” จึงถือเป็นผลผลิตหนึ่งที่เกิดจากภูมิปัญญาของช่างฝีมือพื้นบ้านไทยในแต่ละท้องถิ่นที่นำเอาทรัพยากรธรรมชาติรอบตัวมาประดิษฐ์สร้างสรรค์เป็นของเล่นให้แก่ลูกหลาน หรือใช้เล่นกันในเวลาว่างจากการทำงาน ดังนั้น องค์ความรู้ในการทำว่าว จึงนับเป็นมรดกตกทอดที่บรรพบุรุษของเราได้คิดค้นและถ่ายทอดมาสู่ลูกหลานในแต่ละท้องถิ่น ชุมชน หรือบุคคล ที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่นแตกต่างกันไป ปัจจุบันเหลือช่างฝีมือพื้นบ้านที่ชำนาญการทำว่าวน้อยลงมาก อาจเนื่องจากความนิยมในการเล่นว่าวลดลงและขาดผู้สืบทอด ส่งผลให้ภูมิปัญญาในการทำว่าวบางประเภทใกล้สูญหายไป อย่างไรก็ดีในในโอกาสหน้าร้อนที่กำลังมาถึง สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) อยากจะขอนำตัวอย่างของว่าวไทยและอุปกรณ์ประกอบว่าวที่น่าสนใจในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงเคล็ดลับการทำว่าวเฉพาะชุมชน มาแนะนำให้รู้จัก
ว่าวจุฬา เป็นว่าวที่นิยมเล่นกันในภาคกลาง มีลักษณะเป็น ๕ แฉก ประกอบเป็นโครงขึ้นด้วยไม้ ๕ อัน ไม้อันกลางเรียกว่า "อก” เหลาหัวท้ายให้ปลายเรียว ไม้อีก ๒ อันผูกขนาบตัวปลายให้จรดกันเป็นปีก และไม้อีก ๒ อัน เป็นขาว่าวเรียกว่า "ขากบ” ส่วนใหญ่นิยมใช้ไม้ไผ่สีสุก อายุประมาณ ๓ -๔ ปี เพราะเนื้อไม้จะมีน้ำหนักเบา เหนียว ยืดหยุ่นสูง ไม่หักง่าย และมีเคล็ดว่าไม่ควรใช้ไม้ที่มีตำหนิ หรือเป็นรอยด่าง เพราะเนื้อไม้จะไม่เสมอกัน เป็นสาเหตุทำให้ว่าวเลี้ยงตัวไม่ดี จากนั้นนำโครงว่าวมาขึงด้ายเป็นตารางตลอดตัวว่าว เรียกว่า "ผูกสัก” แล้วใช้กระดาษปิดทับลงบนโครง วิธีการทำข้างต้นอาจดูคล้ายทำได้ง่ายๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำว่าวนับเป็นภูมิปัญญาที่ผู้ทำจะต้องมีความอดทน มีสมาธิ และเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอย่างยิ่ง เพราะหากทำไม่ถูกสัดส่วนแล้ว ว่าวอาจจะไม่สามารถลอยตัวขึ้นได้เลย หรืออาจจะลอยตัวขึ้นได้แต่เอียงซ้าย/ขวา หมุนควง และดิ่งลงมาสู่พื้นในที่สุด ดังนั้น ช่างแต่ละคนจึงมีเคล็ดลับในการทำว่าวแตกต่างกันไป
วัดพระศรีอารย์ จังหวัดราชบุรี เป็นชุมชนตัวอย่างหนึ่งที่ตระหนักถึงความสำคัญของภูมิปัญญาการทำว่าวจุฬา เพราะเห็นว่านอกจากจะสร้างความสนุกสนานแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมความสัมพันธ์ของผู้คนในท้องถิ่น และเพื่อนบ้านใกล้เคียง ชุมชนนี้จึงได้มีการฟื้นฟูและส่งเสริมการเล่นว่าวขึ้น พร้อมทั้งได้เชิญช่างที่มีฝีมือในท้องถิ่นและต่างถิ่นมาสอนการทำว่าวจุฬา เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาแขนงนี้ให้คงอยู่สืบไป
สำหรับสูตรของช่างว่าววัดพระศรีอารย์ ซึ่งส่วนมากเป็นว่าวขนาดใหญ่ใช้ในการเรียนรู้และแข่งขันทั่วไป นิยมทำขนาดความยาวอก ๘๔ นิ้ว จะมีเคล็ดลับสำคัญอยู่ที่ การกำหนดจุดตำแหน่งสำหรับทำโครงว่าวบนไม้อก ๔ จุด คือ จุดผูกก้นเข็ม จุดผูกปีกบน จุดกึ่งกลางระหว่างปีก และจุดกึ่งกลางระหว่างหัว รวมถึงการเหลาไม้ให้ได้ขนาดสัดส่วนที่ถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งานของไม้แต่ละชิ้น เพื่อให้ว่าวทรงตัวได้ดี นอกจากนี้ในการผูกโครงว่าวยังต้องระวัง "การผูกขากบ” มากที่สุด เพราะหากผูกเอวทั้ง ๒ ข้าง ไม่เท่ากันเพียงเล็กน้อยจะทำให้ปีกทั้งสองข้างกินลมไม่เท่ากัน และว่าวจะเอียงได้
ที่สำคัญคือ วิธีปิดกระดาษว่าวจะกระทำกันในตอนเช้ามืด หรือในเวลากลางคืน เพราะอากาศจะชื้น ทำให้กระดาษว่าวไม่แห้งและตึง จึงปิดได้เรียบและสวยงาม
ว่าววงเดือน หรือ ว่าวบุหลัน และอาจเรียกเป็นภาษามลายูว่า "วาบูแล" ซึ่งแปลว่า "ว่าวเดือน" นิยมเล่นในภาคใต้ตอนล่าง มีเอกลักษณ์เฉพาะที่การตกแต่งว่าวเป็นลวดลายสวยงามคล้ายกับลายของเรือกอและ ส่วนบนของว่าวมีลักษณะคล้ายว่าวจุฬา แต่ในส่วนของหางจะเป็นรูปวงเดือน มักนิยมติดแอกหรือที่เรียกกันว่าสะนู หรือธนู ซึ่งทำให้เกิดเสียงเมื่อปะทะกับลม เป็นว่าวที่ขึ้นง่าย สูง นิ่ง และให้เสียงอ่อน
ชุมชนฮูหยงตันหยง จังหวัดนราธิวาส เป็นตัวอย่างหนึ่งของชุมชนที่ยังคงสืบสานการทำว่าววงเดือนที่สวยงามฝีมือประณีตจากบรรพบุรุษ ด้วยเคล็ดลับพิเศษของการเขียนลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของช่าง ประกอบกับโครงสร้างของวงเดือนที่สมบูรณ์ ทำจากไม้ไผ่หนามมีความหนา เหนียว และทนต่อการหักงอได้มากกว่าไม้ไผ่อื่นๆ ที่สำคัญไม้ไผ่หนามนั้นตัวมอดไม่กัดกินและมีความคงทน เมื่อติดแอก หรือ บาแตวูโซ จะทำให้เกิดเสียงดังเมื่ออยู่บนท้องฟ้าและยังช่วยให้ถ่วงส่วนหัวให้ได้ขนาดน้ำหนักที่เหมาะสมด้วย ส่วนการใช้พลาสติกปิดโครงว่าวแทนกระดาษเนื่องจากมีความทนทานมากกว่าเมื่ออยู่บนท้องฟ้าโดยเฉพาะการติดด้วยด้วยน้ำยางพาราสดที่เจ้าของภูมิปัญญาเชื่อว่าสามารถติดและทนมากกว่ากาวทั่วไป
ในปัจจุบัน ว่าววงเดือนนอกจากจะเป็นเครื่องประดับบ้าน และเล่นเพื่อความสุขสนุกสนานในท้องถิ่นแล้ว ยังนำการเล่นว่าวมาเชื่อมความสัมพันธ์กับมาเลเซียเพื่อนบ้าน ภายใต้ชื่อ "บุหลัน” วงเดือนแห่งฟากฟ้าเชื่อมความสัมพันธ์พี่น้อง "ไทย-มาเลย์” อีกด้วย
สำหรับอุปกรณ์ประกอบที่สำคัญและนิยมใช้ประกอบว่าวหลายชนิด เช่น ว่าวดุ๋ยดุ่ย ว่าวนกยูง ว่าว ควาย คือ แอก หรือ สะนู ซึ่งมีลักษณะคล้ายคันธนู ติดไว้ที่หัวว่าว นอกจากจะช่วยให้ว่าวเกิดความสมดุล และติดลมได้อย่างสวยงามแล้วยังสามารถทำให้เกิดเสียงเมื่อปะทะกับลมคล้ายเสียงบรรเลงดนตรีได้อย่างไพเราะ
ชาวตำบลชุมเห็ด จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวอย่างชุมชนหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สืบทอดการทำ แอก หรือ สะนู จากบรรพบุรุษมานานหลายชั่วอายุคน ตามความเชื่อ ๓ ประการของคนอีสาน ได้แก่ ประการแรก บวงสรวงและขอขมาพระแม่ธรณี พระภูมิเจ้าที่ พระแม่โพสพ ประการที่สอง เสี่ยงทายความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร โดยเชื่อกันว่าปีใดที่ว่าวขึ้นสูงและมีเสียงแอกติดลมอยู่ได้ตลอดทั้งคืน ทายว่าฟ้าฝนจะดี ข้าวปลาอาหารจะบริบูรณ์ และประการสุดท้าย เป็นการสะเดาะเคราะห์ โดยจะนำ หมากพลู ยาเส้น บุหรี่ เงิน ใส่ไว้ในถุงเล็กๆแล้วตั้งจิตอธิษฐาน ในขณะที่ว่าวขึ้นสูงและแอกมีเสียงดัง เจ้าของว่าวจะตัดเชือกว่าวให้ล่องลอยไปตามสายลม จึงถือว่าเป็นการหมดเคราะห์ทั้งมวล และจะมีแต่สิ่งดีๆ กลับมาแทน แต่ในปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้ลดน้อยลง และจะเล่นเพื่อความสนุกสนานอนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมมากกว่า
เคล็ดลับสำคัญของการทำ แอก หรือ สะนู ของช่างตำบลชุมเห็ด คือ ศิลปะในการสลักลวดลายและลายสานประกอบตัวแอกหรือสะนูให้สวยงามด้วยหวายเรียกว่า "ถักจูงนาง” ซึ่งยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ให้ได้เห็น และการใช้หวายเหลาแบนๆทำใบสะนูเพื่อทำให้เกิดเสียง รวมถึงการติดชันโรงกับใบสะนูเพื่อปรับแต่งให้ได้เสียงที่ไพเราะ
ปัจจุบันการเล่นว่าวในภูมิภาคต่างๆของไทย นิยมเล่นกันทั้งในหน้าหนาวและหน้าร้อน โดยต้องอาศัยกระแสลมเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เล่นว่าวได้อย่างสนุกสนาน กระแสลมดังกล่าวมี ๒ ระยะ คือ ระยะหน้าหนาว คือในช่วงเดือนพ.ย.ถึงก.พ. เป็นลมที่พัดจากผืนแผ่นดินลงสู่ทะเล ทำให้คนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมเล่นว่าวกันในช่วงนี้ ส่วนหน้าร้อน ในราวเดือนมี.ค.ถึงเม.ย.จะมีลมตะวันตกเฉียงใต้จากทะเลพัดสู่ผืนแผ่นดินใหญ่ เรียกว่าลมตะเภา หรือ "ลมว่าว” ทำให้ชาวภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคใต้ นิยมเล่นว่าวในฤดูนี้
ส่วนวิธีการเล่นว่าวนั้น คนไทยนิยมเล่นอยู่ ๓ วิธี คือ การชักว่าวให้ลอยลมปักอยู่กับที่ เพื่อดูความสวยงามของว่าวรูปต่างๆ การชักว่าวแบบบังคับสายให้เคลื่อนไหวได้ตามต้องการ เพื่อแสดงความงดงาม ความสูง หรือความไพเราะของเสียงว่าว และวิธีสุดท้ายที่แตกต่างจากชาติอื่น คือ การชักว่าวแบบต่อสู้กันบนอากาศ เช่น ว่าวจุฬา – ปักเป้า เป็นต้น
ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนปีนี้ สวช.ขอเชิญชวนให้ครอบครัวได้หาเวลาว่าง ยามแดดร่ม ลมเย็น พาบุตรหลานไปสนุกสนานกับการละเล่นพื้นบ้านด้วยการ "การเล่นว่าว” นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากการเรียนของเด็กๆและการทำงานของผู้ปกครอง ได้เสริมสร้างกำลังกายให้แข็งแรง หรือลับสมองด้วยกติกาการแข่งขันสนุกๆ แล้ว ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ทำให้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีน้ำใจนักกีฬากับผู้เล่นคนอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เด็กๆได้ใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ไม่หมกมุ่นอยู่แต่กับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือดูทีวี ที่สำคัญที่สุดความประทับใจอันเกิดจากการเล่นว่าว ยังอาจเป็นหนทางหนึ่งที่จะจุดประกายให้เด็กๆ เกิดความสนใจ และก่อให้เกิดแรงบันดานใจในการอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาของช่างฝีมือพื้นบ้านไทยให้เป็นมรดกของชาติสืบไป...ก็เป็นได้?
"ว่าว” จึงถือเป็นผลผลิตหนึ่งที่เกิดจากภูมิปัญญาของช่างฝีมือพื้นบ้านไทยในแต่ละท้องถิ่นที่นำเอาทรัพยากรธรรมชาติรอบตัวมาประดิษฐ์สร้างสรรค์เป็นของเล่นให้แก่ลูกหลาน หรือใช้เล่นกันในเวลาว่างจากการทำงาน ดังนั้น องค์ความรู้ในการทำว่าว จึงนับเป็นมรดกตกทอดที่บรรพบุรุษของเราได้คิดค้นและถ่ายทอดมาสู่ลูกหลานในแต่ละท้องถิ่น ชุมชน หรือบุคคล ที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่นแตกต่างกันไป ปัจจุบันเหลือช่างฝีมือพื้นบ้านที่ชำนาญการทำว่าวน้อยลงมาก อาจเนื่องจากความนิยมในการเล่นว่าวลดลงและขาดผู้สืบทอด ส่งผลให้ภูมิปัญญาในการทำว่าวบางประเภทใกล้สูญหายไป อย่างไรก็ดีในในโอกาสหน้าร้อนที่กำลังมาถึง สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) อยากจะขอนำตัวอย่างของว่าวไทยและอุปกรณ์ประกอบว่าวที่น่าสนใจในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงเคล็ดลับการทำว่าวเฉพาะชุมชน มาแนะนำให้รู้จัก
ว่าวจุฬา เป็นว่าวที่นิยมเล่นกันในภาคกลาง มีลักษณะเป็น ๕ แฉก ประกอบเป็นโครงขึ้นด้วยไม้ ๕ อัน ไม้อันกลางเรียกว่า "อก” เหลาหัวท้ายให้ปลายเรียว ไม้อีก ๒ อันผูกขนาบตัวปลายให้จรดกันเป็นปีก และไม้อีก ๒ อัน เป็นขาว่าวเรียกว่า "ขากบ” ส่วนใหญ่นิยมใช้ไม้ไผ่สีสุก อายุประมาณ ๓ -๔ ปี เพราะเนื้อไม้จะมีน้ำหนักเบา เหนียว ยืดหยุ่นสูง ไม่หักง่าย และมีเคล็ดว่าไม่ควรใช้ไม้ที่มีตำหนิ หรือเป็นรอยด่าง เพราะเนื้อไม้จะไม่เสมอกัน เป็นสาเหตุทำให้ว่าวเลี้ยงตัวไม่ดี จากนั้นนำโครงว่าวมาขึงด้ายเป็นตารางตลอดตัวว่าว เรียกว่า "ผูกสัก” แล้วใช้กระดาษปิดทับลงบนโครง วิธีการทำข้างต้นอาจดูคล้ายทำได้ง่ายๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำว่าวนับเป็นภูมิปัญญาที่ผู้ทำจะต้องมีความอดทน มีสมาธิ และเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอย่างยิ่ง เพราะหากทำไม่ถูกสัดส่วนแล้ว ว่าวอาจจะไม่สามารถลอยตัวขึ้นได้เลย หรืออาจจะลอยตัวขึ้นได้แต่เอียงซ้าย/ขวา หมุนควง และดิ่งลงมาสู่พื้นในที่สุด ดังนั้น ช่างแต่ละคนจึงมีเคล็ดลับในการทำว่าวแตกต่างกันไป
วัดพระศรีอารย์ จังหวัดราชบุรี เป็นชุมชนตัวอย่างหนึ่งที่ตระหนักถึงความสำคัญของภูมิปัญญาการทำว่าวจุฬา เพราะเห็นว่านอกจากจะสร้างความสนุกสนานแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมความสัมพันธ์ของผู้คนในท้องถิ่น และเพื่อนบ้านใกล้เคียง ชุมชนนี้จึงได้มีการฟื้นฟูและส่งเสริมการเล่นว่าวขึ้น พร้อมทั้งได้เชิญช่างที่มีฝีมือในท้องถิ่นและต่างถิ่นมาสอนการทำว่าวจุฬา เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาแขนงนี้ให้คงอยู่สืบไป
สำหรับสูตรของช่างว่าววัดพระศรีอารย์ ซึ่งส่วนมากเป็นว่าวขนาดใหญ่ใช้ในการเรียนรู้และแข่งขันทั่วไป นิยมทำขนาดความยาวอก ๘๔ นิ้ว จะมีเคล็ดลับสำคัญอยู่ที่ การกำหนดจุดตำแหน่งสำหรับทำโครงว่าวบนไม้อก ๔ จุด คือ จุดผูกก้นเข็ม จุดผูกปีกบน จุดกึ่งกลางระหว่างปีก และจุดกึ่งกลางระหว่างหัว รวมถึงการเหลาไม้ให้ได้ขนาดสัดส่วนที่ถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งานของไม้แต่ละชิ้น เพื่อให้ว่าวทรงตัวได้ดี นอกจากนี้ในการผูกโครงว่าวยังต้องระวัง "การผูกขากบ” มากที่สุด เพราะหากผูกเอวทั้ง ๒ ข้าง ไม่เท่ากันเพียงเล็กน้อยจะทำให้ปีกทั้งสองข้างกินลมไม่เท่ากัน และว่าวจะเอียงได้
ที่สำคัญคือ วิธีปิดกระดาษว่าวจะกระทำกันในตอนเช้ามืด หรือในเวลากลางคืน เพราะอากาศจะชื้น ทำให้กระดาษว่าวไม่แห้งและตึง จึงปิดได้เรียบและสวยงาม
ว่าววงเดือน หรือ ว่าวบุหลัน และอาจเรียกเป็นภาษามลายูว่า "วาบูแล" ซึ่งแปลว่า "ว่าวเดือน" นิยมเล่นในภาคใต้ตอนล่าง มีเอกลักษณ์เฉพาะที่การตกแต่งว่าวเป็นลวดลายสวยงามคล้ายกับลายของเรือกอและ ส่วนบนของว่าวมีลักษณะคล้ายว่าวจุฬา แต่ในส่วนของหางจะเป็นรูปวงเดือน มักนิยมติดแอกหรือที่เรียกกันว่าสะนู หรือธนู ซึ่งทำให้เกิดเสียงเมื่อปะทะกับลม เป็นว่าวที่ขึ้นง่าย สูง นิ่ง และให้เสียงอ่อน
ชุมชนฮูหยงตันหยง จังหวัดนราธิวาส เป็นตัวอย่างหนึ่งของชุมชนที่ยังคงสืบสานการทำว่าววงเดือนที่สวยงามฝีมือประณีตจากบรรพบุรุษ ด้วยเคล็ดลับพิเศษของการเขียนลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของช่าง ประกอบกับโครงสร้างของวงเดือนที่สมบูรณ์ ทำจากไม้ไผ่หนามมีความหนา เหนียว และทนต่อการหักงอได้มากกว่าไม้ไผ่อื่นๆ ที่สำคัญไม้ไผ่หนามนั้นตัวมอดไม่กัดกินและมีความคงทน เมื่อติดแอก หรือ บาแตวูโซ จะทำให้เกิดเสียงดังเมื่ออยู่บนท้องฟ้าและยังช่วยให้ถ่วงส่วนหัวให้ได้ขนาดน้ำหนักที่เหมาะสมด้วย ส่วนการใช้พลาสติกปิดโครงว่าวแทนกระดาษเนื่องจากมีความทนทานมากกว่าเมื่ออยู่บนท้องฟ้าโดยเฉพาะการติดด้วยด้วยน้ำยางพาราสดที่เจ้าของภูมิปัญญาเชื่อว่าสามารถติดและทนมากกว่ากาวทั่วไป
ในปัจจุบัน ว่าววงเดือนนอกจากจะเป็นเครื่องประดับบ้าน และเล่นเพื่อความสุขสนุกสนานในท้องถิ่นแล้ว ยังนำการเล่นว่าวมาเชื่อมความสัมพันธ์กับมาเลเซียเพื่อนบ้าน ภายใต้ชื่อ "บุหลัน” วงเดือนแห่งฟากฟ้าเชื่อมความสัมพันธ์พี่น้อง "ไทย-มาเลย์” อีกด้วย
สำหรับอุปกรณ์ประกอบที่สำคัญและนิยมใช้ประกอบว่าวหลายชนิด เช่น ว่าวดุ๋ยดุ่ย ว่าวนกยูง ว่าว ควาย คือ แอก หรือ สะนู ซึ่งมีลักษณะคล้ายคันธนู ติดไว้ที่หัวว่าว นอกจากจะช่วยให้ว่าวเกิดความสมดุล และติดลมได้อย่างสวยงามแล้วยังสามารถทำให้เกิดเสียงเมื่อปะทะกับลมคล้ายเสียงบรรเลงดนตรีได้อย่างไพเราะ
ชาวตำบลชุมเห็ด จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวอย่างชุมชนหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สืบทอดการทำ แอก หรือ สะนู จากบรรพบุรุษมานานหลายชั่วอายุคน ตามความเชื่อ ๓ ประการของคนอีสาน ได้แก่ ประการแรก บวงสรวงและขอขมาพระแม่ธรณี พระภูมิเจ้าที่ พระแม่โพสพ ประการที่สอง เสี่ยงทายความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร โดยเชื่อกันว่าปีใดที่ว่าวขึ้นสูงและมีเสียงแอกติดลมอยู่ได้ตลอดทั้งคืน ทายว่าฟ้าฝนจะดี ข้าวปลาอาหารจะบริบูรณ์ และประการสุดท้าย เป็นการสะเดาะเคราะห์ โดยจะนำ หมากพลู ยาเส้น บุหรี่ เงิน ใส่ไว้ในถุงเล็กๆแล้วตั้งจิตอธิษฐาน ในขณะที่ว่าวขึ้นสูงและแอกมีเสียงดัง เจ้าของว่าวจะตัดเชือกว่าวให้ล่องลอยไปตามสายลม จึงถือว่าเป็นการหมดเคราะห์ทั้งมวล และจะมีแต่สิ่งดีๆ กลับมาแทน แต่ในปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้ลดน้อยลง และจะเล่นเพื่อความสนุกสนานอนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมมากกว่า
เคล็ดลับสำคัญของการทำ แอก หรือ สะนู ของช่างตำบลชุมเห็ด คือ ศิลปะในการสลักลวดลายและลายสานประกอบตัวแอกหรือสะนูให้สวยงามด้วยหวายเรียกว่า "ถักจูงนาง” ซึ่งยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ให้ได้เห็น และการใช้หวายเหลาแบนๆทำใบสะนูเพื่อทำให้เกิดเสียง รวมถึงการติดชันโรงกับใบสะนูเพื่อปรับแต่งให้ได้เสียงที่ไพเราะ
ปัจจุบันการเล่นว่าวในภูมิภาคต่างๆของไทย นิยมเล่นกันทั้งในหน้าหนาวและหน้าร้อน โดยต้องอาศัยกระแสลมเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เล่นว่าวได้อย่างสนุกสนาน กระแสลมดังกล่าวมี ๒ ระยะ คือ ระยะหน้าหนาว คือในช่วงเดือนพ.ย.ถึงก.พ. เป็นลมที่พัดจากผืนแผ่นดินลงสู่ทะเล ทำให้คนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมเล่นว่าวกันในช่วงนี้ ส่วนหน้าร้อน ในราวเดือนมี.ค.ถึงเม.ย.จะมีลมตะวันตกเฉียงใต้จากทะเลพัดสู่ผืนแผ่นดินใหญ่ เรียกว่าลมตะเภา หรือ "ลมว่าว” ทำให้ชาวภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคใต้ นิยมเล่นว่าวในฤดูนี้
ส่วนวิธีการเล่นว่าวนั้น คนไทยนิยมเล่นอยู่ ๓ วิธี คือ การชักว่าวให้ลอยลมปักอยู่กับที่ เพื่อดูความสวยงามของว่าวรูปต่างๆ การชักว่าวแบบบังคับสายให้เคลื่อนไหวได้ตามต้องการ เพื่อแสดงความงดงาม ความสูง หรือความไพเราะของเสียงว่าว และวิธีสุดท้ายที่แตกต่างจากชาติอื่น คือ การชักว่าวแบบต่อสู้กันบนอากาศ เช่น ว่าวจุฬา – ปักเป้า เป็นต้น
ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนปีนี้ สวช.ขอเชิญชวนให้ครอบครัวได้หาเวลาว่าง ยามแดดร่ม ลมเย็น พาบุตรหลานไปสนุกสนานกับการละเล่นพื้นบ้านด้วยการ "การเล่นว่าว” นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากการเรียนของเด็กๆและการทำงานของผู้ปกครอง ได้เสริมสร้างกำลังกายให้แข็งแรง หรือลับสมองด้วยกติกาการแข่งขันสนุกๆ แล้ว ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ทำให้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีน้ำใจนักกีฬากับผู้เล่นคนอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เด็กๆได้ใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ไม่หมกมุ่นอยู่แต่กับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือดูทีวี ที่สำคัญที่สุดความประทับใจอันเกิดจากการเล่นว่าว ยังอาจเป็นหนทางหนึ่งที่จะจุดประกายให้เด็กๆ เกิดความสนใจ และก่อให้เกิดแรงบันดานใจในการอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาของช่างฝีมือพื้นบ้านไทยให้เป็นมรดกของชาติสืบไป...ก็เป็นได้?
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น